ภูมิอากาศ
ประเทศญี่ปุ่นมี 4 ฤดูกาล คือ
ฤดูใบไม้ผลิ เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม เดือนพฤษภาคม ช่วงนี้ดอกซากุระบาน อากาศเย็นแต่ก็ไม่หนาวจนเกินไป ช่วงวันที่ 29 เมษายน 5 พฤษภาคม เป็นวันหยุดยาวของญี่ปุ่นที่เรียกว่า Golden Week
ฤดูร้อน เริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน เดือนสิงหาคม ซึ่งฤดูร้อนนี้นอกจากจะร้อนมากแล้ว ก็มักจะมีพายุ และฝนตกอยู่เสมอ ๆ ช่วงกลางเดือนสิงหาคมมีเทศการวันหยุดสำคัญอีกอย่างที่เรียกว่าเทศกาล Obon เป็นช่วงที่คนญี่ปุ่นเดินทางกลับภูมิลำเนาเพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษ
ฤดูใบไม้ร่วง เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน เดือนพฤศจิกายน เป็นช่วงที่ใบไม้เปลี่ยนสี จากสีเขียวเป็นสีส้ม-เหลือง ก่อนที่จะร่วงจากต้นไป อากาศช่วงนี้ดีน่าเที่ยวและยังเป็นช่วงที่มีผลไม้ และอาหารอร่อยประจำฤดูกาลหลายอย่าง เช่น ลูกพลับ องุ่น และเห็ด matsutake เป็นต้น
ฤดูหนาว เริ่มตั้งแต่เดือนธันวาคม เดือนกุมภาพันธ์ ช่วงนี้อากาศหนาวเย็น บางพื้นที่มีหิมะตก แต่ก็ได้บรรยากาศสวยไปอีกแบบ
ค่าครองชีพ
ค่าที่พัก
ค่าที่พักนั้นจะแตกต่างกันไปแล้วแต่เมือง เมืองใหญ่มักจะมีราคาแพงกว่าและขนาดเล็กกว่า โดยทั่วไปนักเรียนสามารถพักที่หอพักของโรงเรียน หรือหอพักนักศึกษาต่างชาติ จะได้ราคาที่ค่อนข้างถูก ราว 30,000 45,000 เยนต่อเดือน ห้องพักราคาถูกนั้นนักเรียนมักต้องให้ห้องน้ำและห้องครัวรวมกับนักเรียนคนอื่น ๆ นอกจากค่าเช่าแล้วยังมีค่าน้ำ ไฟ แก๊ส ที่ต้องจ่ายเพิ่มเติมอีก ช่วงหน้าร้อนกับหน้าหนาวนั้นค่าไฟจะค่อนข้างสูงเนื่องจากการใช้เครื่องปรับอากาศ หากหอพักยังไม่ได้รวมค่าสาธารณูปโภคเหล่านี้ไว้ในค่าเช่า นักเรียนควรจะเผื่อค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไว้ประมาณ 3,000 5,000 เยน
หากนักเรียนต้องการหาหอพักเองค่าใช้จ่ายจะสูงกว่านี้ อาจอยู่ที่ประมาณ 45,000 -70,000 เยนต่อเดือน หากเป็นหอพักในโตเกียวจะแพงกว่านี้มาก ซึ่งในเดือนแรกต้องเสียค่าดำเนินการให้กับเอเย่นต์ (โดยปกติเป็น 1 เดือนของค่าเช่า) ค่ากินเปล่า และค่ามัดจำ นอกจากนี้อพาร์ตเมนต์ส่วนใหญ่เป็นห้องเปล่า นักเรียนต้องหาซื้อเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดเอง
ค่าอาหาร
ค่าอาหารในแต่ละเมืองนั้นราคาไม่ต่างกันมากนัก น้ำอัดลมกระป๋องที่ขายกันตามตู้หยอดเหรียญนั้นก็ 120 เยน หากเป็นแบบขวดพลาสติกก็ 150 เยน ส่วนอาหารจานเดียวนั้น 300 500 เยน ก็อิ่มท้องได้แล้ว ส่วนอาหารชุดที่มีอาหารหลัก ซุป และสลัดด้วยนั้น ราคาประมาณ 800 -1,200 เยน ร้านอาหารในมหาวิทยาลัยจะราคาถูกกว่านี้เล็กน้อย หากต้องการประหยัดก็ควรต้องทำอาหารทานเองบ้าง นักเรียนควรต้องมีงบประมาณสำหรับค่าอาหารประมาณ 25,000 35,000 เยนต่อเดือน
ค่าเดินทาง
ค่าเดินทางในประเทศญี่ปุ่นนั้นค่อนข้างแพง ไม่ว่าจะเป็นรถประจำทาง รถไฟ และรถไฟใต้ดิน การเดินทางระยะสั้นภายในตัวเมือง จะเริ่มที่ประมาณ 200 เยน สามารถซื้อตั๋วเดือนได้ซึ่งจะได้ราคาถูกลง โดยปกติคนญี่ปุ่นนิยมที่จะเดินหรือขี่จักรยาน หากไม่ไกลจนเกินไป
ประมาณการค่าใช้จ่ายต่อเดือนของนักเรียน
ค่าใช้จ่าย |
จำนวนเงิน (เยน) |
ค่าที่พัก (รวมน้ำ ไฟ)
ค่าอาหาร
ค่าใช้จ่ายจิปาถะ |
40,000 - 50,000
20,000 - 30,000
15,000 30,000 |
รวม |
75,000 - 110,000 |
ค่าเล่าเรียน
- โรงเรียนสอนภาษา
ประมาณ 700,000 750,000 เยน ต่อปี
- มหาวิทยาลัยรัฐบาล
ประมาณ 800,000 เยน ในปีแรก และ 550,000 600,000 เยนในปีถัดไป
- มหาวิทยาลัยเอกชน
ค่าใช้จ่ายนั้นแตกต่างกัน แล้วแต่คณะและมหาวิทยาลัยที่เรียน คณะแพทย์ศาตร์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาตร์ วิศวกรรมศาตร์ นั้นจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า โดยรวม ๆ แล้วค่าเทอมจะอยู่ที่ 1-2 ล้านเยนต่อปี
การทำงานพิเศษ
นักเรียนต่างชาติสามารถทำงานพิเศษได้ตามกฎหมาย ไม่เกิน 20 ชม.ต่อสัปดาห์ช่วงเปิดเทอม และ 40 ชม.ต่อสัปดาห์ในช่วงปิดเทอม โดยนักเรียนต้องทำใบอนุญาติทำงานก่อน ซึ่งสามารถติดต่อขอทำได้ที่โรงเรียนที่เรียนอยู่
รายได้สำหรับการทำงานพิเศษนั้นอยู่ที่ประมาณ 750 900 เยนต่อชั่วโมง หากทำงานหลัง 22.00 น. เป็นต้นไป จะได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย โดยปกติงานพิเศษนั้นหาได้ง่ายมาก มักจะเป็นงานในร้านอาหาร เช่นพนักงานเสิร์ฟอาหาร พนักงานในครัว หรืองานในซุปเปอร์มาร์เก็ต เช่นแคชเชียร์หรือพนักงานเรียงของ ตามร้านค้าพวกนี้มักติดประกาศรับสมัครพนักงานชั่วคราว หรือสามารถดูได้จากนิตยสารแหล่งงานที่มีอยู่ในเมืองต่าง ๆ
การลงทะเบียนชาวต่างชาติ (Alien Registration)
นักเรียนชาวต่างชาติจะต้องไปลงทะเบียนชาวต่างชาติที่อำเภอที่ตนอยู่อาศัยภายใน 90 วัน นับจากวันที่เดินทางเข้ามา โดยนำหนังสือเดินทางไปพร้อมกับรูปถ่าย นักเรียนจะได้รับ Alien Registration Card หรือบัตรลงทะเบียนชาวต่างชาติ ซึ่งสามารถใช้ได้ในหลายโอกาสเช่น ตอนเดินทางเข้า-ออกประเทศญี่ปุ่น การซื้อโทรศัพท์มือถือ การสมัครสมาชิกต่าง ๆ เมื่อเปลี่ยนที่อยู่ก็ต้องเอาบัตรนี้ไปสลักหลังเปลี่ยนที่อยู่ด้วย
ระบบการศึกษา
ระบบการศึกษาที่ญี่ปุ่นกับประเทศไทยนั้นมีลักษณะเหมือนกันคือ 6 3 3 ซึ่งหมายถึงชั้นประถมศึกษา 6 ปี มัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี และมัธยมศึกษาตอนปลาย 3 ปี หลักจากนั้นจึงเป็นขั้นอุดมศึกษา การศึกษาภาคบังคับของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่านั้น แต่นักเรียนกว่า 90% ก็จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย การเรียนในระดับประถม มัธยมต้นนั้น นักเรียนต้องเรียนโรงเรียนที่กำหนดไว้เท่านั้น ซึ่งขึ้นอยู่กับที่อยู่อาศัย เมื่อเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนจึงเลือกโรงเรียนที่ตนเองอยากจะเข้าศึกษาได้
สมัยก่อนการเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยของประเทศญี่ปุ่นนั้นมีอัตราการแข่งขันสูงมาก นักเรียนต้องไปเรียนพิเศษเพื่อเตรียมตัวสอบไม่ต่างอะไรจากประเทศไทยในปัจจุบัน แต่ปัจจุบันเหตุการณ์เริ่มเปลี่ยนไปแล้วเนื่องจากอัตราการเกิดของชาวญี่ปุ่นนั้นลดลงมาก มหาวิทยาลัยต้องประชาสัมพันธ์ตัวเองเพื่อรับสมัครนักศึกษา
สำหรับนักศึกษาต่างชาติที่ต้องการเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี จะต้องสอบ The Examination for Japanese University Admission for International Students (EJU) ซึ่งมีวิชาแตกต่างกันไปตามแต่ที่มหาวิทยาลัยนั้น ๆ ต้องการ อันได้แก่ ภาษาญี่ปุ่น วิทยาศาตร์ คณิตศาสตร์ และประวัติศาสตร์ การสอบนี้มีปีละสองครั้งในเดือนมิถุนายน และพฤศจิกายน สามารถสอบได้ทั้งในประเทศญี่ปุ่น และประเทศไทย
วีซ่า
การขอวีซ่านักเรียนของประเทศญี่ปุ่นนั้น จะแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ เนื่องจากวีซ่านักเรียนนั้นออกให้เพียง 2 ครั้ง ต่อปี ตามภาคการศึกษาของญี่ปุ่น ซึ่งก็คือเดือนเมษายน และ ตุลาคม โดยที่นักเรียนจะต้องยื่นเรื่องสมัครกับทางโรงเรียน อย่างน้อย 5 เดือน ก่อนเปิดเทอม ในขั้นตอนการสมัครนี้ นักเรียนจะต้องยื่นเอกสารทั้งหมด เช่น เอกสารทางการศึกษาของตน จดหมายรับรองจากสปอนเซอร์ หลักฐานการเงินของสปอนเซอร์ ฯลฯ แล้วทางโรงเรียนจะยื่นเอกสารของผู้สมัครให้กับทางกองตรวจคนเข้าเมืองเป็นผู้พิจารณา หากผ่าน ทางโรงเรียนจะออก Certificate of Eligibility ให้กับทางผู้สมัคร เพื่อนำไปยื่นขอวีซ่านักเรียนที่สถานทูตญี่ปุ่น ในประเทศไทยต่อไป
|