
6 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการไปเรียนต่อต่างประเทศ

การจัดกระเป๋าเดินทาง
แต่ละสายการบินจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับน้ำหนักของกระเป๋าเดินทางไม่เท่ากัน โดยทั่วไปการบินไปยังประเทศสหรัฐและแคนาดานั้น สามารถนำกระเป๋าเดินทางสำหรับเช็คอินได้ 2 ใบ ใบละประมาณ 30 กิโลกรัม ในขณะที่การบินไปประเทศอื่น ๆ นั้น สามารถนำไปได้เพียง 20-25 กิโลกรัมเท่านั้น (น้ำหนักรวม) กรณีที่เป็นนักเรียนอาจขอน้ำหนักเพิ่มได้เป็นกรณีไป ส่วนกระเป๋าที่ถือขึ้นเครื่องไปด้วยนั้นกำหนดไว้ไม่เกิน 7 กิโลกรัม
ของที่ต้องนำไป หรือควรนำไป
- หนังสือเดินทาง และจดหมายตอบรับเข้าเรียนจากสถานศึกษานั้นจะต้องนำติดตัวขึ้นเครื่องไปด้วย และควรทำสำเนาเอกสารสำคัญเหล่านี้ไว้ด้วย
- ของอื่น ๆ ที่ควรต้องนำขึ้นเครื่องไปด้วยได้แก่ ปากกา หนังสืออ่านเล่นหรือเกมส์ไว้อ่านหรือเล่นแก้เบื่อ ยาประจำตัว เสื้อกันหนาว ของมีค่าต่าง ๆ เช่นกล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค Talking-Dictionary เป็นต้น ยาประจำตัวบางอย่างที่จำเป็นต้องนำไปด้วยมาก ๆ ให้แพทย์ออกใบสั่งยามาให้ด้วยเผื่อว่าศุลกากรตรวจพบและสงสัย จะได้นำใบสั่งยานี้ให้ดู
- ของที่ไม่ควรนำขึ้นเครื่องได้แก่ ของเหลวมากกว่า 100 มล.ต่อหนึ่งขวดบรรจุ อาหารที่มีกลิ่น
- กระเป๋าที่โหลดขึ้นเครื่องนั้น ต้องระวังเรื่องน้ำหนักให้ดี หากเกินกำหนดไปเยอะ อาจจะโดนปรับได้ สิ่งของที่ควรต้องนำไปได้แก่
- เสื้อผ้า ให้นำไปพอประมาณและเหมาะสมกับสภาพอากาศ ถ้าเป็นไปได้ให้เลือกเสื้อผ้าที่ดูแลรักษาง่าย ไม่จำเป็นต้องรีด ไม่ต้องนำไปเยอะมากนัก เพราะหาซื้อได้ที่โน่น
- รองเท้าใส่สบาย ๆ 1-2 คู่ ถ้าไปซื้อรองเท้าที่เหมาะกับฤดูหนาว เช่น รองเทาบู๊ต ในต่างประเทศ จะมีให้เลือกหลากหลายกว่า
- ของฝาก แนะนำให้เอาของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดมือไปบ้าง เช่นหาของฝากไปให้โฮสแฟมิลี่ ผู้จัดการหอพัก รูมเมท หรือ อาจารย์ เป็นต้น
- อาหาร ถ้ามีอาหารอะไรที่กลัวว่าไปถึงแล้วจะหาซื้อได้ยาก อยากจะจำติดตัวไปด้วย ก็สามารถทำได้ แต่ควรเป็นอาหารที่บรรจุอย่างมิดชิดและมีฉลากสินค้า เวลาผ่านด่านศุลกากร โดยเฉพาะประเทศนิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย ให้สำแดงด้วย
- Adaptor แต่ละประเทศมีขาปลั๊กไม่เหมือนกัน หากเรามีเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำไป และต้องการชาร์จไฟ ให้ตรวจสอบให้ดีว่าแต่ละประเทศใช้ขาปลั๊กแบบไหน แล้วซื้อ adaptor จากเมืองไทยไปเลยจะถูกกว่า นอกจากนี้แต่ละประเทศก็ใช้กำลังไฟฟ้าแตกต่างกัน ต้องดูให้ดีด้วยว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าของเรามีตัวแปลงไฟหรือไม่
- ร่ม ถ้าไประยะสั้นให้แนะนำให้เอาไปด้วย เพราะถ้าไปซื้อเอาราคาค่อนข้างแพง แต่ถ้าไประยะยาวและไม่มีเนื้อที่พอ ไปซื้อที่โน่นก็ได้
- ยาประจำตัว และยาอื่น ๆ เช่นยาแก้ไข้ แก้ปวด ยาหม่อง เป็นต้น ในต่างประเทศซื้อยาไม่ง่ายเหมือนอย่างบ้านเรา บางอย่างต้องมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น
- แว่นสายตา คอนแทคเลนส์ ถ้าไปทำในต่างประเทศต้องให้แพทย์ตรวจสายตา้และเขียนใบสั่งให้ ไม่สามารถไปซื้อได้เอง
ประกันสุขภาพ
การทำประกันสุขภาพถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากการค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในต่างประเทศนั้นสูงมาก โดยปกติแล้วหากนักเรียนไปเรียนต่อต่างประเทศระยะยาวที่จะต้องขอวีซ่านักเรียน ในกรณีนี้การทำประกันสุขภาพเป็นข้อบังคับอยู่แล้ว ทางโรงเรียนมักจะสามารถแนะนำบริษัทประกันสุขภาพที่ดีให้ได้ หรือในหลายกรณี นักเรียนสามารถซื้อประกันผ่านโรงเรียนได้เลย
หากนักเรียนไปเรียนต่อระยะสั้น และไม่ได้ขอวีซ่านักเรียน การทำประกันสุขภาพมักจะไม่เป็นข้อบังคับ แต่ก็แนะนำว่าควรจะต้องทำ หากสามารถซื้อประกันผ่านโรงเรียนได้ให้ซื้อผ่านโรงเรียน เนื่องจากถ้าต้องไปรับการรักษาพยาบาล และต้องการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน ทางโรงเรียนจะได้ช่วยประสานงานให้ ถ้านักเรียนมีประกันสุขภาพของตนเองอยู่แล้วจากเมืองไทย และต้องการใช้ประกันสุขภาพของตนเอง ก็สามารถทำได้ แต่นักเรียนต้องสำรองจ่ายไปก่อน แล้วนำเอกสารกลับมาเมืองไทยเพื่อทำเรื่องเรียกร้องค่าสินไหมในภายหลัง ที่สำคัญควรตรวจสอบด้วยว่ามีวงเงินประกันอยู่เท่าไหร่ ประกันสุขภาพที่ทำในเมืองไทยก็จะมีความคุ้มครองเหมาะสมกับค่ารักษาพยาบาลในเมืองไทย หากไปรับการรักษาพยาบาลในต่างประเทศ ความคุ้มครองที่มีอยู่อาจจะไม่พอ
พักที่ไหนดี
เรื่องสำคัญที่ต้องตัดสินใจในการเลือกไปเรียนต่อต่างประเทศนอกเหนือไปจากการเลือกสถาบันศึกษาแล้วนั้น การเลือกที่พักก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
โฮมเสตย์
|
เป็นการพักกับครอบครัว สามารถเลือกได้ว่าจะเอาอาหารด้วยหรือไม่ ถ้าเอาจะเอามื้อไหนบ้าง Bed & Breakfast คือมีที่พักพร้อมอาหาร Half-Board คือมีที่พักพร้อมอาหารเช้า-เย็น ส่วน Full-Board หมายถึงที่พักพร้อมอาหาร 3 มื้อ โดยมื้อกลางวันมักเป็นอาหารง่าย ๆ เช่นแซนด์วิช |
เหมาะกับนักเรียนทั้งระยะสั้นและระยะยาว สนใจที่จะเรียนรู้วัฒนธรรม ของประเทศที่ตนไปศึกษา มีความพยายามในการปรับตัวเข้ากับผู้อื่น ไม่ต้องการยุ่งยากกับการทำความสะอาด และทำอาหาร |
หอพัก |
สามารถเลือกได้ว่าจะเอาห้องเดี่ยว หรือห้องคู่ มักต้องใช้ห้องน้ำ และห้องครัวร่วมกับนักเรียนคนอื่น ต้องทำอาหารเอง โรงเรียนบางแห่ง และมหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่ง จะมีหอพักสำหรับนักเรียนของตน บางโรงเรียนอาจไม่ได้เป็นเจ้าของหอพักเอง แต่สามารถจองที่พักแบบนี้ให้กับนักเรียนได้ |
เหมาะกับนักเรียนทั้งระยะสั้นและระยะยาว ต้องสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดี สนใจอยากมีเพื่อนจากนานาชาติ ทำอาหารทานเองได้ |
อพาร์ตเมนท์ |
เป็นห้องพักที่มีทุกอย่างในตัวคือทั้งห้องนอน ห้องน้ำ และห้องครัว จะอยู่คนเดียวหรือแชร์กันอยู่กับเพื่อนก็ได้ ขึ้นอยู่กับสัญญา ที่พักแบบนี้มักมีราคาแพงกว่าแบบอื่น ๆ |
เหมาะกับนักเรียนที่ไปเรียนระยะยาว และมีความเป็นผู้ใหญ่พอสมควร ดูแลตัวเองได้ ชอบความเป็นอิสระ และที่สำคัญต้องมีงบประมาณเพียงพอ |
บ้านเช่า |
เป็นบ้านที่มีหลายห้องนอน นักเรียนสามารถเช่าบ้านทั้งหลัง แล้วมาหารค่าเช่ากันเอง โดยใช้ห้องน้ำและห้องครัวด้วยกัน |
เหมาะกับนักเรียนระยะยาว ชอบอยู่ร่วมกับผู้อื่น |
สำหรับนักเรียนที่กำลังจะไปต่างประเทศนั้น หากไม่ได้มีเพื่อนหรือคนรู้จักหาที่พักไว้ให้แล้ว แนะนำให้จองที่พักกับทางโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นโฮมเสตย์หรือหอพัก(ถ้ามี) โดยจองไปเป็นระยะเวลาขั้นต่ำที่ทางโรงเรียนกำหนดไว้ เช่น 2 หรือ 4 สัปดาห์ ลองไปพักดูก่อนว่าชอบหรือไม่อย่างไร เมื่อไปถึงแล้วค่อยหาทางขยับขยาย ทางโรงเรียนมักมีข้อมูลเกี่ยวกับอพาร์ตเมนท์หรือบ้านเช่า เนื่องจากที่พักประเภทนี้ต้องทำสัญญาระยะยาว นักเรียนควรไปดูด้วยตนเอง แล้วจึงตัดสินใจว่าจะเช่าที่ไหน
งานนอกเวลาเรียน
สำหรับนักเรียนที่ไปเรียนระยะสั้นโดยใช้วีซ่าท่องเที่ยวนั้นไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ไม่สามารถทำงานได้ตามกฎหมาย ส่วนวีซ่านักเรียนนั้นส่วนใหญ่แล้วสามารถทำงานนอกเวลาได้ แต่มีเงื่อนไขต่างกันไปดังนี้
ประเทศ |
ใบอนุญาตทำงาน |
จำนวนชั่วโมง |
สหราชอาณาจักร |
ไม่ต้องขอ |
10 ชั่วโมง/สัปดาห์ |
ออสเตรเลีย |
ไม่ต้องขอ |
20 ชั่วโมง/สัปดาห์ |
สหรัฐอเมริกา |
สำหรับนักศึกษาในระดับวิทยาลัย-มหาวิทยาลัยเท่านั้น ไม่ต้องขอใบอนุญาต แต่ทำได้เฉพาะงานนอกเวลา ในแคมปัสของมหาวิทยาลัยเท่านั้น |
20 ชั่วโมง/สัปดาห์ |
นิวซีแลนด์ |
ต้องขอใบอนุญาต โดยต้องมีผลไอเอล 5.0 ขึ้นไป และเรียนไม่น้อยกว่า 6 เดือน |
20 ชั่วโมง/สัปดาห์ |
แคนาดา |
สำหรับนักศึกษาในระดับวิทยาลัย-มหาวิทยาลัยเท่านั้น ถ้าทำในแคมปัสไม่ต้องขอใบอนุญาต (ทำได้เฉพาะสถาบันการศึกษาของรัฐเท่านั้น)
หากทำงานนอกแคมปัส ต้องขอใบอนุญาตทุกกรณี และจะต้องศึกษาอยู่ในสถานศึกษาเหล่านี้เท่านั้น |
20 ชั่วโมง/สัปดาห์ |
ญี่ปุ่น |
ต้องขอใบอนุญาต สามารถติดต่อขอทำได้ที่สถาบันศึกษาที่เรียนอยู่ |
28 ชั่วโมง/สัปดาห์
(นักเรียนในสถาบันสอนภาษา และนักศึกษาในมหาวิยาลัย มีสิทธิ์ในการทำงานไม่เท่ากัน) |
ในแต่ละประเทศก็มีธรรมเนียมปฎิบัติไม่เหมือนกัน ในบางประเทศแม้การทำงานพิเศษตามร้านอาหาร ร้านกาแฟ ก็ยังต้องเขียนประวัติส่วนตัว (Resume) ด้วย สำหรับการหางานนั้น สามารถสอบถามจากคนรู้จักที่อยู่มาก่อนให้เขาแนะนำ ดูจากบอร์ดประกาศในโรงเรียน รวมไปถึงดูตามป้ายหน้าร้านที่ตนเองผ่านไปมา หรือจะลองเปิดดูตามหนังสือท้องถิ่นก็ได้ ที่สำคัญต้องกล้าที่จะเข้าไปสอบถามข้อมูล
แนะนำว่าไม่ต้องรีบหางานเป็นอันดับแรกเมื่อไปถึง นักเรียนควรจะปรับตัวกับการเรียน และชีวิตใหม่ในต่างแดนให้ได้เสียก่อน และที่สำคัญควรจะมีระดับภาษาที่ต้องใช้สื่อสารในประเทศนั้น ๆ ให้ดีในระดับหนึ่งก่อนที่จะไปหางาน และอย่าลืมว่าเราไปเรียนไม่ได้ไปทำงาน เพราะฉะนั้นอย่าทำงานมากจนกระทบกับการเรียนหนังสือ
Go
to Top
|